หลงไปในป่าสักครั้งคงจะรู้สึกถึงความจำเป็น

หลายอาชีพที่เราคุ้นเคยกำลังหายไปในโลกยุคใหม่หมุนเร็วติ้ว อย่าว่าแต่คนอายุ 50 ที่ตกงานเพราะโลกไม่ต้องการความถนัดเขาแล้ว รุ่นน้องอายุเพียง 30 ต้นๆ ก็เริ่มผวากลัวตกยุค ทั้งๆ ที่เขาโตมากับไอทีและใช้ได้คล่องแคล่ว แต่อาชีพที่กำลังสูญพันธ์เร็วที่สุดและผู้เขียนเสียดายมากที่สุด ได้แก่ อาชีพนักอนุกรมวิทาน คือนักจำแนกพันธ์สิ่งมีชีวิตต่างๆ

via ไบโอฟิลเลีย สันดานไฝ่หาชีวภาพ — oyspace

ใส่ความเห็น

Filed under เรื่องเล่า

ต้อนรับปี 2554

ปีนี้ครูหนิงจัดงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ประจำปี 2554 ที่บ้านครูหนิง เด็กๆ ก็เริ่มโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว ครูหนิงก็แก่ลงทุกที แต่ยังไงครูก็ไม่ยอมแก่หรอกนะจ๊ะ ปีนี้ มีเมนูอาหารเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เพราะปีที่แล้ว มีคนบ่นท้องเสีย ปีนี้ดูซิใครจะบ่นอีก ..

ปี 2554 นี้ครูหนิงก็ขอให้ลูกศิษย์ที่น่ารักของครูหนิงทุกคนสมหวังกับการเรียน และทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นที่รักของทุกๆ คน ที่สำคัญได้เกรด 4 กันหมดทุกคนเลยนะจ๊ะ Happy New Year 2011 จ๊ะ

4 ความเห็น

Filed under เรื่องเล่า

ชีวิตครู 2

คราวนี้มาเล่าต่อหลังจากที่สอบได้ เค้าก็ให้ไปสัมภาษณ์อีกสัปดาห์ เค้าก็มีโรงเรียนให้เลือก อยู่ 2 โรงเรียน โรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาส อยู่ห่างจากในเมืองประมาณ 45 กิโลเมตร ส่วนอีกโรงเรียนหนึ่งก็อยู่อำเภอเดียวกันนี่ล่ะ แต่ห่างจากเมืองประมาณ 65 กิโลเมตร ครูหนิงก็เลยใช้สิทธิของคนที่สอบได้ที่ดีกว่า เลือกโรงเรียนที่ใกล้กว่าสิ โห….. แค่นี้ก็ทำใจไม่ได้ซะแล้ว

ท่านพ่อ กะท่านแม่นะ พอรู้รายชื่อโรงเรียนเท่านั้น พากันขับรถมาดูสภาพของโรงเรียนให้ครูหนิงก่อนเลย กลัวลูกจะไม่กลับมาอยู่ มาบอกว่าโรงเรียนนะ น่าอยู่อย่างนั้น อย่างนี้ ..ทำไงได้ ในใจคิดว่า อืม ถ้าบุญวาสนาของเราให้ได้กลับมาตอบแทนคุณพ่อแม่ที่บ้านก็คงสอบได้ แต่แล้วชะตาฟ้าลิขิตส่งครูหนิงกลับบ้านนอก ละทิ้งเมืองกรุงที่ศิวิไล เมืองกรุงที่มีแต่ความสนุกสนาน มีที่เที่ยว มีทุกอย่างที่ต้องการ แต่ไม่มีพ่อกะแม่อยู่ด้วย

เฮ้อ….แล้วเราจะอยู่ไปทำไม มีแต่การแก่งแย่ง แข่งขัน แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ อะไรๆๆ ก็เงินทั้งนั้น อากาศก็ไม่ดี คุณภาพชีวิตคงตกต่ำ สู้กลับไปบ้านของเรา ถิ่นกำเนิดของเรา กลับบ้านไปพัฒนาคนที่บ้านเราก็ได้เนาะ อย่างน้อยก็คงได้กลับไปแบบไม่หนักแผ่นดิน

ผอ.ที่สมศ. ก็ได้กล่าวไว้กะครูหนิงก่อนออกว่า “ให้ไปสนองคุณพ่อแม่ และสนองคุณแผ่นดิน” เท่านั้นวิญญาณครูเข้าสิงอย่างแรง อุดมการณ์อันแรงกล้าเจิดจรัส อย่างน้อยก็เพียงเศษเสี้ยวก็ยังดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคนให้เป็นคนดี  คิดได้อย่างนี้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป เพื่อนๆ ที่อยู่กันมาอย่างรู้ใจทำใจไม่ได้ บอกว่าเร็วมากอยู่ๆ ก็ไปอย่างรวดเร็ว (แหมคนมันน่ารักก็อย่างนี้ล่ะ ใครๆ ก็รักครูหนิง)  จริงๆ แล้วไม่ชอบจริงๆ เลย ไม่ชอบช่วงเวลาที่จะต้องจากใครไป ในขณะที่เรารู้สึกดีๆๆ กะเค้าเลย แต่ทำไงได้ชีวิตต้องดำเนินต่อไป และแล้วครูหนิงก็ออกจากเมืองกรุง ทิ้งทุกอย่างไว้ เก็บเป็นความทรงจำ ยังไงความทรงจำต่างๆ ก็ยังคงอยู่ ตราบใดที่ครูหนิงไม่เป็นอัลไซเมอร์ไปซะก่อน แล้วเวลานั้นก็คงจำไม่ได้ล่ะ ค่อยว่ากัน ..หุหุหุห

ทีนี้ ครูหนิงก็สวมวิญญาณครูมาอย่างเต็มเปี่ยมเลยนำหนังสือเข้าไปรายงานตัวที่ โรงเรียน 10 ต.ค.2548 โห เข้าไปโรงเรียนเท่านั้นล่ะ เอ๊ะ ไหงไม่มีนักเรียนสักคนเลยหว่า ขับรถเข้าไปในโรงเรียน แล้วเข้าไปถามหา ผอ.โรงเรียนเพื่อรายงานตัว ที่ไหนได้วันนี้วันสุดท้ายที่โรงเรียนเปิด เค้าปิดเทอมกัน โอ้ ลัล ลา สบายเราล่ะที่นี้ ออกจากงานไม่เท่าไหร่มาเจอปิดเทอม อืม ดีอย่างนี้นี่เอง (เชื่อป่ะ ใครไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ ครูหนิงเลือกเรียนคณะครุศาสตร์ เพราะมีปิดเทอมนี่ล่ะ เห็นพ่อ กะแม่เพื่อนเป็นครู เค้าได้พาลูกไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่ น่าจะสบาย เลยอยากไปครูมั่ง ณ เวลาขณะนั้นนะ) รอเวลา เที่ยวไปเรื่อยเปื่อย ลัลล้าไปเรื่อยๆ จนถึงวันเปิดเทอม

โรงเรียนที่ครูหนิงอยู่คะ เป็นโรงเรียนขยายโอกาส นักเรียนก็ไม่มากประมาณ 120 คนได้ ครูก็มีประมาณ 12 คน ดูแล้วน่าจะดูดี แต่โรงเรียนก็ค่อนข้างแคบ มีพื้นที่ใช้สอยน้อยมาก อาคารต่างๆ ก็อยู่ติดๆๆ กัน สงสัยอยู่ในหมู่บ้านเค้าคงแบ่งเนื้อที่ให้กันในอดีตได้เท่านี้ อืมก็ดี เดินไม่ไกลเท่าไหร่ คงไม่เป็นไร วันแรกที่มาโรงเรียน เห็นครูเค้าบอกว่านักเรียนจะมาโรงเรียนประมาณ 7 โมงนิดๆ ไอ้เราก็ด้วยวิญญาณครูใหม่เข้าสิง มาโรงเรียนแต่เช้าเลย ตื่นแต่เช้า ทั้งๆ ที่อยู่เมืองกรุงเหรอ ฝันไปเถอะ สายตลอด มาที่นี่สายไม่ได้ พอมาถึง แหมๆๆ นักเรียนยังไม่ค่อยมาเลย นักเรียนมองกันใหญ่ คงสัยว่าเป็นใคร สวยขนาดนี้ (หุหุหุห) วันแรกก็นะ แต่งตัวซะเต็มยศ กระโปรง ส้นสูง แต่งให้สวยหน่อยสมกับสาวเมืองกรุงลงดอย นักเรียนเลยสงสัยใหญ่ อาจจะคิดว่าเป็นเซลล์มาขายของก็ได้ มาใหม่ก็ถามโน้นถามนี่นักเรียนไปตามระเบียบ ต้องสร้างสัมพันธภาพซะหน่อย

ทีนี้ถึงคราวไปแนะนำครูหน้าเสาธง เขินมากๆๆ ก็แนะนำตัวไปตามระเบียบ ยิ่งกว่าได้รับตำแหน่งนางสาวไทยซะอีก หุหุห รักเด็กค่ะรักเด็ก นักเรียนแซวใหญ่เลย มีการขอเพลงให้ครูใหม่ด้วยนะ มีจดหมายน้อย จดหมายใหญ่ทุกวัน สงสัย นานๆๆ จะมีครูสวยหลงมา หุหุหุห เด็กๆๆ ไม่รู้ซะแล้วครูหนิงดูใจดี แต่ที่จริงนะ ระวังให้ดีเหอะ อย่ามาซนแล้วกัน แต่นี่ต้องสวมวิญญาณนางฟ้าไปก่อน หลอกให้หลงไปก่อน แล้วเจอกัน เด็กๆจ๋า อย่าดื้อนะ…

 

1 ความเห็น

Filed under เรื่องเล่า

คิดสุข ทุกข์จาง

ความสุขและความทุกข์ของคนเรา อยู่ที่การเลือกที่จะรับรู้ ใจเราเป็นทุกข์เพราะเราเลือกที่จะรับรู้ในด้านที่ไม่ดี ด้านที่ไม่สดใส แต่เราลืมนึกไปว่ายังมีอีกด้านหนึ่งที่ควรค่าแก่การมองเช่นเดียวกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ที่เป็น อย่างนี้ก็เพราะคนเรามักเลือกมองในสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ต่อชีวิตของเรา เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค หรือเป็นสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เราเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้

 แต่เราลืมนึกไปว่า สิ่งเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้อง ถูกทำลายไปด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วตัวที่ทำลายความรู้สึกต่างๆ ของเรา ไม่ใช่ปัจจัยเหล่านั้น แต่เป็นตัวเรา เองต่างหาก ที่คิดย้ำหรือมุ่งความสนใจไปกับความรู้สึกที่ไม่ดีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

 เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองของเรา หรือเลือกที่จะมองในสิ่งที่ควรมอง แทนที่การมองในสิ่ง ที่บั่นทอนจิตใจหรือความรู้สึกเราได้ เมื่อนั้นเราก็จะมีความสุขกับชีวิตของเรามากขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ที่เราทำได้ เช่น มีคนขับรถปาดหน้าเราหรือแซงเรา แน่นอนว่าเราอาจโกรธ แต่เราเปลี่ยนมุมมองที่เลือกมองเสียใหม่ แทนที่จะคิดว่า ทำไมคนๆ นี้ถึงนิสัยไม่ดี หรือทำอะไรที่ไม่เข้าท่า เป็น “เขาคงมีธุระจำเป็นที่จะต้องไป ให้เขา ไปเถอะ” หรือ คนบางคนชอบพูดจาไม่ดีกับเรา เราอาจรู้สึกแย่ และคิดว่า “ทำไมคนๆ นี้ถึงไม่รู้จักมารยาท หรือหัดพูดจาดีๆกับคนอื่นเสียบ้าง” เราก็เปลี่ยนความคิดเสียใหม่เป็น “การพูดในโลกนี้มีหลายแบบ นี่ก็เป็นอีก ลักษณะหนึ่งที่ช่วยทำให้เราเปิดโลกทัศน์เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น

” การเปลี่ยนมุมมอง หรือพยายามหามุมมองที่เราควรเลือกมองนั้น ไม่ได้หมายความว่า เรากำลังหลอกตัวเองอยู่ แต่เป็นวิธีการที่ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น เมื่อเรารู้สึกดีขึ้น เราก็จะมีความสุขมากขึ้น เหมือนกับตัวอย่างของ โทมัส เอดิสัน ครับ ห้องทดลองของ โทมัส เอดิสัน ได้ถูกไฟไหม้ในช่วงเดือนธันวาคม ของปี ค.ศ. 1914 ถึงแม้ว่ามูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 2 ล้านเหรียญก็ตาม แต่ตัวอาคารก็ได้รับเงินประกันเพียงแค่ 238,000 เหรียญเท่านั้น ทั้งนี้เพราะตัวตึกทำมาจากคอนกรีต ที่ทำให้คิดว่าน่าจะป้องกันไฟได้เป็นอย่างดี

ผลงานส่วนใหญ่ของ โทมัส เอดิสัน ได้รับความเสียหาย และมอดไหม้ไปในกองเพลิงในคืนนั้น ในช่วงที่ไฟ กำลังลุกโชนอยู่นั้น ชาลี ลูกชายวัย 24 ของ เอดิสัน ได้พยายามค้นหาพ่อของตนภายใต้กลุ่มควันที่พวยพุ่ง และซากปรักหักพังที่ร่วงหล่นลงมา ในท้ายที่สุด ชาลีก็ได้พบกับพ่อของตน ที่กำลังยืนมองดูไฟที่ลุกโหมอย่างหนัก ในเสี้ยววินาทีนั้น ชาลีรู้สึกว่า ตนเองเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกินกับสิ่งที่พ่อของตนได้รับ เพราะว่า เอดิสันในขณะนั้นอายุอานามก็ปาเข้าไป 67 ปี แล้วและผลงานสิ่งประดิษฐ์ต่างๆก็มอดไหม้ไปในกองเพลิงทั้งหมด แต่เมื่อ เอดิสันเห็นลูกของตนเท่านั้น ก็ได้เอ่ย ขึ้นว่า “ชาลี แม่ของแกอยู่ที่ไหน” และเมื่อชาลีบอกว่าตนเอง ไม่รู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน เอดิสันก็บอกให้ชาลีรีบไปตามแม่ของตนมา พร้อมทั้งพูดว่า “รีบไปตามแม่มา เธอคงไม่ เคยได้เห็นอะไรแบบนี้ตราบนานเท่านานที่เธอมีชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้”

รุ่งเช้าหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ได้สงบลง เอดิสันได้มองดูซากปรักหักพังและพูดขึ้นว่า “นี่เป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ ในหายนะที่เกิดขึ้น เพราะว่าความผิดพลาดที่เราได้ทำไว้ ถูกเผาไหม้ไปหมดเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ ช่วยให้เราได้เริ่มต้นใหม่” หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ เอดิสันก็ได้ประดิษฐ์ หีบเพลงเครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ จากเรื่องที่นำมาเล่าให้ท่านได้อ่าน สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะเผชิญกับความโหดร้าย ปัญหาหรืออุปสรรค อะไรก็ตาม ถ้าเราเลือกมองในสิ่งที่เรามองแล้วสบายใจ ความสุขก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก แต่ถ้าเรามัวแต่มุ่งไปที่ ปัญหา ฟูมฟายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เศร้าเสียใจ โอกาสที่เราจะกลับมาเริ่มใหม่ก็ยากครับ สภาวะทางจิตของเราก็ จะค่อยๆ จมหายไปเรื่อยๆ มีแต่ความทุกข์เข้ามาแทนที่ แล้วชีวิตที่เหลือจะอยู่ได้อย่างไรกัน

 “You can’t direct the wind, but you can adjust the sail.” “เราบังคับทิศทางลมไม่ได้ แต่เราปรับเปลี่ยนใบเรือได้”

…ความสุขของเราขึ้นอยู่กับว่าเราจะปรับเปลี่ยนตัวเราให้เข้ากับสภาพที่เป็นอยู่ได้ดีมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่อยู่แวดล้อมตัวเรา เพราะนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราไม่มีความสุขอย่างแท้จริง…

ที่มา http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K7320963/K7320963.html

2 ความเห็น

Filed under หนังสือ

เริ่มต้น..ชีวิตครู

“อย่าเสียดายในสิ่งที่เสียไป แต่จงตื่นเต้นและยินดีกับสิ่งที่กำลังจะเกิด”

เป็นคำกล่าวที่ตอนนี้ครูหนิงจะต้องทำความเข้าใจ และยอมรับถึงสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงแล้วล่ะซิ เรื่องของเรื่องก็คือ ครูหนิงจะได้ย้ายโรงเรียนเข้าในเมืองแล้ว ความรู้สึกแรกที่รู้ข่าวก็ดีใจมาก เพราะจะได้กลับมาใช้ชีวิตที่สุขสบาย ไม่ต้องตื่นนอนแต่เช้า ไม่ต้องขับรถวน
ภูเขา โค้งซ้าย โค้งขวา  ไม่ต้องขับรถ นั่งรถเป็นชั่วโมง ไม่ต้องกินข้าวกะมาม่า ฯลฯ โห… ทีแรกนะ ดีใจสุดๆๆ แต่ตอนนี้พอเวลาเริ่มเข้าใกล้ และใกล้วันที่จะต้องไปจริงๆ ใจหายอย่างบอกไม่ถูกเลย รู้สึกว่านักเรียนที่นี่ ถึงแม้จะดื้ออยู่บ้าง แต่เค้าก็รักเรานะ เค้าจริงใจกะเรา  
ยังไม่กล้าบอกนักเรียนเลยว่าครูหนิงจะย้ายแล้ว….ย้าย ย้าย..

 เริ่มต้นชีวิตข้าราชการครูที่โรงเรียนแห่งนี้ อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ด้วยบังเอิญ หรือความจงใจก็ไม่รู้นะ คุณพ่อและคุณแม่ อยากให้ครูหนิงกลับมาทำงานที่บ้าน ก็เลยวิงวอนลูกให้มาสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูที่น่าน ประมาณ เดือนกันยายน 48 (ถ้าจำไม่ผิด) โห..เราก็นะจริงๆ ก็ไม่อยากมาหรอก เพราะด้วยความที่ไม่อยากสอนมาตั้งแต่ต้นแล้ว กลัวการสอนหน้าห้องมากๆ แต่ถนัดการสอนแบบตัวต่อตัวมากกว่า ทีนี้ด้วยเหตุที่ไม่มีใคร กลับมาทำงานอยู่ที่บ้านกะท่านพ่อ ท่านแม่ เราจะทำไงด้วย เค้าขอร้องขนาดนั้น ก็คงต้องมาสอบให้ท่านสบายใจ ถือว่าทำให้ท่านแล้ว ดีกว่าไม่ได้ทำ เดี๋ยวจะมานั่งเสียใจทีหลังอีก จากนั้นครูหนิงก็มาสอบตามที่ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอร้อง ก็เข้ามาสอบในวิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไป ตอนนั้นเค้ารับ 2 ตำแหน่ง บังเอิญหรือไม่บังเอิญก็ไม่รู้  ไม่อยากอวด เลย สอบบรรจุได้ที่ 1 ตายล่ะ นี่ขนาดไม่ได้สอนหนังสือมาตั้งนานแล้วนะ แล้วก็อ่านหนังสือไปนิดเดียวเอง แค่คืนก่อนสอบ แต่จำได้ว่า อาจารย์ท่านนึงเค้าเคยสอนว่า”ถ้าเราจะไปสอบ หรือไปทำอะไรก็ตามให้ทำให้สุดความสามารถ จะได้ไม่เสียใจภายหลัง แล้วก็ให้นึกถึงสถาบันที่สั่งสอนท่านมาด้วย ถ้าไม่พร้อม ก็ให้เตรียมตัวก่อน จะได้ไม่เสียชื่อ ” อ่ะนะ เราก็เตรียมตัวซะนิดนึง เดี๋ยวจะหาว่าทำให้เสียชื่อสถาบัน…

ทีนี้ ..สอบเสร็จก็ประมาณ 2-3 สัปดาห์ กริ๊งๆๆๆ ครูหนิงประชุมอยู่ (ตอนนั้นทำงานอยู่ สมศ. ซึ่งเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพภายนอกของโรงเรียนต่างๆ) สวัสดีค่ะ ที่บ้านครูหนิง โทรมา …อืม เค้าประกาศผลสอบแล้วนะ ..”ค่ะ ว่าไงคะ ไม่ติดใช่ป่ะ ว่าแล้ว ทำไปมั่วๆๆ ” …”ไม่ติดได้ ไง ได้ที่  1 เลยนะ ต้องไปรายงานตัวอาทิตย์หน้า”….”ห๊า.ดูผิดหรือเปล่า ไม่จริงมั้ง” ในใจยังไม่เชื่อว่าจะติดนะใจเริ่มต้นขึ้นมาทีละนิดละ ในที่สุด..ก็ตามนั้น

งงงงง…เลยที่นี้ ทำไงดีบอกหัวหน้าไว้ก่อนมาสอบว่า “แค่มาสอบแขวนขึ้นบัญชีไว้เท่านั้นพี่  กว่าจะได้ไปนะ เพ่  ก็ 2 ปี โน่นล่ะ” (ในใจก็คิดว่าจะสอบติดอยู่ล่ะ แต่คงไม่ได้ที่ดีแบบนี้ เอาไว้แขวนบัญชีก็แล้วกัน) และแล้วในวันที่จะต้องตัดสินใจ จะอยุ่หรือจะไปดี ..ที่นี่งานก็ดีทุกอย่าง เพื่อนร่วมงานก็ดี  ชีวิตของเราจะต้องกลับไปเป็นครูหรือนี่ ทำไงๆๆ …นอนไม่หลับ คิดไม่ตก ตัดสินใจไม่ถูก จะสอนได้เหรอ ไม่ได้สอนตั้งนานแล้ว แล้วไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไปเป็นครูดอยไหน …ตายล่ะ ครูหนิงจากสาวเมืองกรุง ม่งสู่ดอย…

(ติดตามตอนต่อไป…นี่เพิ่งเริ่มนะ)

1 ความเห็น

Filed under เรื่องเล่า

น่าน ไงล่ะ

ปีนี้เป็นไรไม่รู้เนาะ คนมาเที่ยวน่านเยอะจังเลย จริงๆ แล้วน่านไม่มีอะไรให้ดูชมมากนักหรอก นอกจากธรรมชาติ และวิถีชีวิตแบบชาวเหนือ แล้วเค้ามาเที่ยวทำไมกันล่ะ  หรืออาจเป็นเพราะความน่ารักและน้ำจิตน้ำใจของคนน่าน ที่เป็นเสน่ห์ของเมืองน่านกระมัง..บางสถานที่คนน่านยังไม่เคยไปเลย ไม่เคยรู้เลยนะว่าน่านมีที่สวยงามอย่างนี้ สวยจริงๆ เจอจากการท่องเน็ต และได้การบ้านให้จัดโปรแกรมเที่ยว เลยได้เห็นของสวยๆๆงามๆๆ ขออนุญาตเจ้าของ (ไม่รู้ว่าเค้าจะอนุญาตหรือเปล่า)  เก็บลิงค์ไว้ล่ะกัน นะคะhttp://jackiejan.multiply.com/photos/album/137#photo=27

1 ความเห็น

Filed under เรื่องเล่า

เด็กเอ่ย เด็กดี53

วันเด็กปี 2553 “คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชู คุณธรรม” งานนี้เด็กๆทั้งน้านเลย    
มีคนเดียวที่ไม่เด็ก..ใครเอ่ย..

1 ความเห็น

Filed under 1